Friday September 22 , 2017
Text Size
   

ความรู้เกี่ยวกับ MPEG-4

หากเราต้องการเก็บหนัง หรือว่ามีเดียที่มาในรูปแบบ DVD แล้ว เมื่อเราทำการจัดเก็บในรูปแบบ MPEG-2 แล้ว เราต้องเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บอย่างมากมายเลยทีเดียวครับ เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการสร้างฟอร์แมตของไฟล์ใหม่ที่เราเรียกว่า MPEG-4

ในการก๊อปปี้ไฟล์ขนาด 9กิกะไบต์จาก DVD-ROM ไปยัง CD-ROM นั้นต้องการพลังงานในการประมวลผลและเวลาอย่างมากมายเลยทีเดียว แต่ทว่าข้อมูลที่เราจะบีบอัดนั้นจำเป็นต้องมีขนาดลดลงอย่างน้อย 12 เท่า ถึงจะสามารถจุลงในแผ่นซีดีรอมความจุ 700 เมกกะไบต์ได้ แต่เราก็มีฮีโร่มาช่วยแล้วครับสำหรับการจัดการอัดข้อมูลขนาดนั้น เข้าไปยัง ซีดีรอมแผ่นเดียวได้ นอกจากนั้นแล้ว ยังรักษาคุณสมบัติดีๆของ MPEG-2 ไว้ได้อย่างครบถ้วน ในขนาดที่เล็กลงอย่างมากทีเดียว ซึ่งแม้ว่า MPEG-4 จะเป็นส่วนประกอบหนึ่งซึ่งเกิดตามหลัง MPEG-2 มาก็ตามที แต่ทว่า MPEG-4 นั้นมีประโยชน์มากเลยทีเดียว

หากเราจะย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของ MPEG นั้น เราต้องกลับไปยังปี 1987 แล้วหล่ะครับ โดยที่มันถูกสร้างขึ้นมาโดย Motion Pictures Expert Group ซึ่งกลุ่มนี้ถือได้เป็นองค์กรที่ต้องการจะนำเทคโนโลยีด้านการบีบอัดข้อมูลวิดีโอออกสู่ตลาดโลก ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะสร้าง MPEG-1 ออกมาได้สำเร็จในปี 1992 แต่กระนั้นก็ตามทีครับ เจ้า MPEG-1 นั้นประสบความสำเร็จก็แค่ในระดับหนึ่ง เพราะด้วยข้อจำกัดของมันด้านความละเอียดที่สามารถทำได้แค่ 352x288 ในรูปแบบของ Video-CD ที่เรารู้จักกันตามบ้านนั้นเองครับ และแล้ว MPEG-2 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1995 มันเกิดมาจากพื้นฐานของ MPEG-1 นั่นเองครับ แต่สามารถสร้างความละเอียดได้สูงสุด 720*576 พิกเซล ซึ่งให้ภาพที่ละเอียด และวิดีโอที่คงชัดกว่า จนกระทั่งล่าสุดทาง MPEG ก็ได้คิดค้น MPEG-4 ขึ้นมาในปี 1999

เพราะความละเอียดสูง และดาต้าเรทที่ต่ำ MPEG-4 จึงชนะขาดลอย
MPEG-4 มาพร้อมกับการพัฒนาที่ก้าวล้ำของวงการวิดีโอเช่นเดียวกับความสำเร็จในครั้งที่ MPEG-1 และ MPEG-2 ได้ทำมาแล้ว

  • สามารถที่จะบีบอัด วิดีโอและไฟล์ภาพได้อย่างอิสระ จากที่ไหนก็ได้
  • เพิ่มความสามารถและอัลกอริทึ่มในการบีบอัดให้มากขึ้นทั้ง รูปภาพ วิดีโอและพื้นผิว
  • สามารถกำหนดความละเอียดได้หลายขนาด
  • มีความน่าเชื่อถือสูง และยังมีระบบตรวจสอบความผิดพลาดอีกด้วย
  • มีการล่าช้าของบัพเฟอร์น้อยมาก

เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยีทั้งสามแบบกันนะครับ

  MP1 MP4 MP2

ออกมาตั้งแต่

1992  1995 1999
ความละเอียดสูงสุดของวิดีโอที่ทำได้ 352 x 288 1920 x 1152 720 x 576
ค่าเริ่มต้นของวิดีโอในระบบ (PAL)   352 x 288 720 x 576 720 x 576
ค่าเริ่มต้นของวิดีโอในระบบ (NTSC)   352 x 288 640 x 480 640 x 480
ย่านความถี่ของเสียงสูงสุด 48 kHz 96 kHz 96 kHz
แชลเนลของเสียงได้สูงสุด 2 8 8
การถ่ายโอนข้อมูลสูงสุด 3 Mbit/sec 80 Mbit/sec . 5 to 10 Mbit/sec
อัตราการถ่ายโอนข้อมูลเริ่มต้น 1380 kbit/s (352 x 288) 6500 kbit/s (720 x 576) 880 kbit/s (720 x 576)
จำนวนเฟรมต่อวินาทีในระบบ (PAL) 25 25 25
จำนวนเฟรมต่อวินาทีในระบบ (NTSC) 30 30 30
คุณภาพของวิดีโอ  satisfactory verygood good to very good
ความต้องการด้านฮาร์ดแวร์ในการ Encoding  ต่ำ สูง สูงมาก
ความต้องการด้านฮาร์ดแวร์ในการ Decoding ต่ำมาก  ปานกลาง สูง

เพราะว่าทั้ง MPEG-2 และ MPEG-4 นั้นมีการจัดการด้านการบีบอัดที่ต่างกันออกไปทำให้เราจะเห็นได้ว่า MPEG-4 นั้นต้องการระบบฮาร์ดแวร์ในแบบพิเศษเพื่อจัดการกับมัน เพราะว่ามันไม่ได้จัดการกับโครงสร้างระดับพิกเซลล์ของหนังเพียงอย่างเดียว แต่ MPEG-4 จะจัดการถึงพื้นผิวและองค์ประกอบอื่นๆอีกด้วย เราจะยกตัวอย่างเพื่อให้คุณเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ เช่นรถที่เคลื่อนที่ไปในขณะที่แบคกราวด์มีการเปลี่ยนแปลงด้วยนั้น การ encode จะทำงานหนักมากกว่า ในกรณีที่รถขับเคลื่อนไปในขณะที่แบคกราวด์ยังคงๆที่

เปรียบเทียบระหว่าง MPEG-2 และ MPEG-4

จากการทดสอบด้านเทคโนโลยีของ MPEG เจ้า MPEG-4 สามารถที่จะ Encode ได้มากกว่า แต่ก็ใช้เวลาในการ Ecoding นานกว่าเช่นกันครับ ซึ่งเหตุผลหลักที่ ACE (Advanced Coding Efficiency) ได้ใช้อัลกอริทึ่ม MPEG-4 และสามารถทำมันให้มีค่าเฉลี่ยในการถ่านโอนข้อมูลที่เล็กลง ทำให้มันสามารถที่จะจุวิดีโอแบบความละเอียดสูงในรูปแบบของ PAL และ NTSC รวมถึงเสียงในระดับคุณภาพสูง (16 บิตม 48 kHz) ไว้ในแผ่น CD-ROM แผ่นเดียวได้เป็นอันสำเร็จ ซึ่งหนังที่อัดเข้ามานั้นจะมีความยาวตั้งแต่ 110นาทีขึ้นไป ซึ่งถ้าเกิดเปรียบเทียบกันแล้วหนังแบบเดียวกัน ความละเอียดเหมือนกันแต่เก็บในรูปแบบ MPEG-2 นั้นจะมีขนาดมากกว่าอย่างน้อย 11 เท่าเลยทีเดียวครับซึ่งเราต้องเก็บไว้ในสื่อบันทึกที่กแบบ DVD (ขนาด 8 GB.) เท่านั้นซึ่งอัตราการถ่ายโอนข้อมูลของ MPEG-2 นั้นค่อนข้างจะใกล้เคียงกับไฟล์ต้นฉบับมากทีเดียว ซึ่งใน MPEG-4 นั้นตัวออดิโอจะสามารถทำขนาดได้เหมือนกับวิดีโอเลยทีเดียว ตัวเสียงนั้นสามารถที่จะถูกประมวลผลได้ในระดับ 2Kbit/s ถึง 24 Kbit/s ในขณะที่วิดีโอสามารถทำการโปรเซสได้ในระดับ 5 Kbit/s และ 10 Mbit/s. ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงสามารถที่จะย่อขนาดข้อมูลใหญ่ๆอย่างหนังในรูปแบบ DVD ลงมาสู่ CD-ROM ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และยังได้คุณภาพสูงอีกด้วยครับ

Applications สำหรับ MPEG-4

ในตอนนี้นะครับ MPEG-4 นั้นได้โตขึ้นมากเลยทีเดียว มีแอพลิเคชั่นต่างๆออกมาสนับสนุนมากมายเลยทีเดียว ซึ่งผู้ใช้ตามบ้านทั่วๆไปสามารถที่จะเก็บหนัง DVD ไว้ใน CD-ROM ได้อย่างง่ายดาย เช่น เป็นไปได้แล้วหล่ะครับที่จะสามารถแปลงหนังจาก DVD เพื่อไปสู่ CD-Rom ในรูปแบบของ MP4 ได้ที่บ้านของคุณเอง และก็เล่นมันบนไดร์ว CD-ROM ของคุณโดยไม่ต้องมี DVD-ROM เลยแม้แต่น้อย และนอกจากนั้นเรายังใช้เทคโนโลยีของ MP4 เพื่อที่จะกระจายเสียง ผ่านระบบอินเตอร์เนตได้ซึ่งต้องการแบนวิธแค่ 16KB/s เท่านั้นเอง

ก้าวไปข้างหน้ากับ MPEG

ในขณะนี้ MPEG-4 ยังเป็นสิ่งที่ปัจจุบันและน่าสนใจอยู่สำหรับเทคโนโลยีด้านออดิโอและวิดีโอ ซึ่งเข้ามาแทนเทคโนโลยีเก่าอย่าง MPEG-1 และ MPEG-2 และในขณะนี้ได้มีกรพัฒนาตัวถัดไปเพื่อที่จะเข้ามาทดแทนในอนาคน นั่นคือ MPEG-7 นั่นเองครับ ซึ่งเจ้ารูปแบบของวิดีโอตัวนี้ได้ถูกแนะนำไปเมื่อตอน กรกฎาคมปี 2001 และหากได้มีการพัฒนาเพืมขึ้นจากเทคโนโลยีเดิมที่ได้รับความนิยมอยู่ตอนี้อย่าง MPEG-2 เราก็อาจจะได้เห็น MPEG-21 เป็นมาตรฐานต่อไป

เราจะเห็นได้ว่าด้วยเทคโนโลยีของ MPEG-4 นี้จะทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น และนับได้ว่าเป็นการเปิดสู่โลกใหม่ที่ทำให้เราได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆได้อย่างไม่ยากเย็น เช่นการดูวิดีโอความละเอียดสูงผ่านระบบอินเตอร์เนต โดยใช้แบนวิธเพียงน้อยนิดเท่านั้น ในขณะนี้ได้มีแอพลิเคชั่นต่างๆออกมาสนับสนุน MP4 กันมากขึ้นแล้ว ทางบริษัทที่ได้เปิดนำร่องก่อนใครเพื่อนนั่นคือ Apple Computer ที่ออก Glossary Link QuickTime 6 มาสนับสนุนไฟล์ในรูปแบบ MP4 อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งคุณสามารถพบประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นนี่ได้ด้วยตัวคุณเองที่ www.apple.com/quicktime

Comments this ware

Your Like a software?

Comments this ware
Login with Facebook

Who's Online

We have 166 guests online

Sponsored Links

mp3.com aimp.ru winamp.com windowsmedia quicktime itunes real Quinnware thaiware palthai